นายแทม ดอทคอม
นายแทม ดอทคอม
นายแทม สรรสาระบทความ
เรื่องเล่าของนายแทม ›› สุขภาพกาย

ปั่นจักรยานให้ดีกับชีวิต ต้องเห็นธรรมชาติ ไม่ใช่ .. ท้ายรถ

 วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2558 เวลา 13:56 น.

"การปั่นจักรยานจะได้ประโยชน์สูงสุด ต้องปั่นในที่ ที่ปลอดภัยกับชีวิตตัวเอง เพราะถือว่าเป็นยานพาหนะแบบหนึ่ง และ ยังได้อากาศที่ดีแก่ร่างกายด้วย ไม่ใช่ มาฟืดฟาด ฟืดฟาด เอาคาร์บอนมอนนอกไซต์ ตะกั่ว กำมะถัน ละอองฝุ่น เข้าปอดให้เร่งวันตายเข้าไปอีก" - นายแทม

จากข่าวที่ นศ. มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ เมาแล้วขับ จนพุ่งเข้าชนขบวนนักปั่นจักรยาน บนถนนเชียงใหม่ - ดอยสะเก็ด มีเหตุให้ผู้เสียชีวิต 3 ราย เมื่อเช้าตรู่วันที่ 3 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยรายละเอียดข่าว ที่ https://www.dailynews.co.th/regional/318570 ซึ่งผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ในฐานะที่เป็นคนเชียงใหม่ และ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้คนที่รักการปั่นจักรยาน ประสบเหตุมาด้วยตัวเองหลายครั้ง เพราะเส้นถนนแถวบ้านผมนั้น นักปั่นเยอะเหลือเกินครับ

ผมอยากจะแบ่งปันมุมมองส่วนตัวของผม ดังนี้ครับ

(1) ผมมองว่า การปั่นจักรยานเป็น กีฬา ไม่ใช่ การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ แต่อย่างใด และ การปั่นจักรยาน ทำให้ร่างกายอยู่ในท่าเดียวนาน ๆ เมื่อใช้ท่าเดียวนาน ๆ จะเป็นโทษกับร่างกายจากการออกแรงผิดท่าในเวลานาน ๆ ได้

ดังนั้น การปั่นจักรยาน มัน คือ กีฬา เมื่อมีการแข่งขันกีฬาปั่นจักรยาน จะมีการวางแผนเส้นทางและความปลอดภัยอย่างรัดกุมเสมอ เพราะเป็นยานพาหนะที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วพอสมควร ซึ่งเมื่อจักรยานชนคน ก็สามารถทำให้ผู้ถูกชนเสียชีวิตได้เช่นกัน

ที่นี้ กีฬามันต้องใช้แรง แต่เทรนนิยมในประเทศไทยนี้ อาจมโนผิดที่ไปเองว่า มันใช้แรง เท่ากับ "ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ" คือ ไปเอาคำว่า สุขภาพมาต่อท้าย มันก็เลยฟังดูดี ดีเสียจน ราคาจักรยานบางคันพุ่งไปครึ่งล้าน

 

(2) ผมไม่เห็นด้วยกับการมาปั่นจักรยานบนถนนที่รถวิ่ง ไม่ใช่เพราะผิดกฏหมาย แต่เป็นการใช้สิทธิ์แบบไม่ฉลาดใช้ คือ เหมือนมีสิทธิ์ที่จะมีปืน แต่ไม่ใช้สิทธิ์ให้ถูกกาละเทศะ คือ แทนที่จะเอาไว้ป้องกันตัว แต่กลับใช้สิทธิ์ที่จะพกพาเอาไว้เพื่อข่มขู่ .. มันก็กลายเป็นภัยได้ ทั้งต่อตัวผู้ครอบครองเอง และ ต่อผู้อื่นได้

 

(3) มันได้สุขภาพอย่างไร ? ในขณะที่ร่างกายกำลังต้องการออกซิเจนในปริมาณที่สูง แต่ถนนที่รถวิ่งไปมานั้น พ่นคาร์บอนมอนนอกไซด์ ตะกั่ว กำมะถัน โลหะหนัก ฝุ่นละอองอีก จึงกลายเป็นว่า อากาศที่สูดเข้าไปกลับได้ พิษ มากกว่าที่ควรเป็น จึงกลายเป็นว่า ยิ่งปั่น ยิ่งเร่งวันตายให้ร่างกาย

 

(4) ผมเคยชนกับคนปั่นจักรยานมาแล้ว ที่ถนนขึ้นดอยสุเทพ แย่ทั้งคู่ครับ แม้เขาจะยอมรับว่าผิด แต่กระนั้น ผมก็เสียเวลาอย่างมาก ทั้งซ่อมรถ ทั้งไปเยี่ยมเขา ทั้งไปโรงพัก ค่าใช้จ่ายบานปลาย โดยที่ผมไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่นักปั่น .. เจ็บหนักครับ เจ็บทั้งตัว เสียทั้งเวลา เสียทั้งรายได้

 

(5) จักรยาน กับ มอเตอร์ไซต์มันต่างกันครับ ในระยะมองเห็นบนท้องถนน โดยเฉพาะเวลาพลบค่ำ ยันกลางคืน แล้วชุดปั่น ถึงจะมีสีสะท้อนแสง แต่ต้องมีแสงมาสะท้อนในระยะที่มองเห็น จึงจะเห็น ซึ่งระยะที่พอจะเห็นนั้น ก็คือ ระยะที่เบรคกันแทบไม่อยู่ หรือ ต้องหักหลบกันตัวโก่ง (ในกรณีที่กะแล้วว่า เบรคไม่ทันแน่)

เพื่อนของผม ก็เคยเจออุบัติเหตุแบบนี้ เพราะหักหลบจักรยานที่ปั่น แล้วรถยนต์ตัวเองก็แฉลบชนขอบทาง รถตัวเองเสียเอง .. แต่นักปั่นพร้อมจักรยาน หายไปเงียบ ๆ จากขอบถนน อย่างไร้ร่องรอย

แม้จะมีไฟกระพริบท้าย หน้า - หลัง แต่ระยะสายตาของคนเราไม่เท่ากันครับ ความคุ้นชินกับแบบไฟ ก็ไม่เหมือนกัน บางคนติดเป็นไฟขาวยาว ๆ กระพริบ บางคนเป็นไฟสีแดง บางคนไฟสีแดงกระพริบ

ไฟท้ายรถมอเตอร์ไซต์นี่ มันเห็นชัดมาก ในระยะที่ปลอดภัย และไฟหน้าก็ชัดเจนนะครับ เสียงก็ดังด้วย ทำให้รู้ว่า มีอะไรอยู่ในระยะใกล้ ๆ

แต่ขนาดหลอดไฟหน้า - ท้ายของจักรยานมันเล็กนะครับ กระพริบ ๆ นี่ ในระยะปลอดภัยนี่แทบจะไม่เห็นนะครับ หลายครั้ง ผมนึกว่า เป็นไฟกระพริบร้านรวง ร้านเหล้าตองริมถนน หรือ ไฟอะไรไม่รู้ แวบ ๆ เล็ก ๆ เพราะเห็นแต่ไฟ แต่ตัวคนปั่น กับ จักรยานมองไม่เห็นเลย

ด้วยความเร็วของรถยนต์ กับ รถจักรยานก็ไม่เท่ากันอย่างมาก รถยนต์ส่วนใหญ่ก็วิ่งประมาณ 60-90 กม. / ชั่วโมง สายตาของคนเราแยกแยะ "ขนาดหลอดไฟเล็ก ๆ ท้ายจักรยาน หรือ ลายเส้นสะท้อนแสงบนชุดนักปั่น" ลำบากครับ มาเห็นอีกที นี่คือ ระยะอันตราย พร้อมจะเสยท้าย สอยขึ้นฟ้าได้

ผมต้องหักหลบ ตัวโก่งหลายที เพราะถนนบางช่วง ไม่ได้มีเลนส์ขอบซ้าย ให้เขาปั่นบนเลนส์นั้น แล้วจังหวะมันก็พอดี ที่ผมขับมาถึง และ ไม่มีไฟขอบทาง ซึ่งมันก็ระยะกระชั้นชิด ที่จะสังเกตได้ทันว่า มีรถจักรยานปั่นอยู่ข้างหน้า ถ้าชนขึ้นมานี่ เสียหายทั้งคู่ครับ

 

(6) ผมชื่นชมเพื่อนนักปั่นผมกลุ่มหนึ่ง ที่เขาหิ้วจักรยานขึ้นกะบะ แล้วไปปั่นกันที่ ห้วย / เขื่อน / อ่างเก็บน้ำ เช่น ห้วยตึงเฒ่า / อ่างเก็บน้ำ ฯลฯ  ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่รถยนต์วิ่งไม่ได้

เพื่อนกลุ่มนี้ ยังไปปั่นตามหุบเขา คือ เขาจะปั่นลงไปตามทางเล็ก ๆ ของหุบเขาแทน จะอยู่บนถนน เพื่อจะได้ชื่นชมทิวเขางาม ท้องทุ่งนา และ ได้ออกแรงมากด้วย เพราะเส้นทางธรรมชาติจะมีเนิน มีโค้ง ให้ออกแรง สนุกกันมาก ไม่ใช่ มาปั่นตามเส้นแนวถนน เพื่อดูวิวท้ายรถ และ ดมควันพิษบนท้องถนน

อย่างไรก็ตาม , ผมย้ำว่า ไม่ผิดกฏหมาย ครับ ทุกคนสามารถปั่นจักรยานร่วมท้องถนนได้เลย ตามสบาย แต่ถ้าชนกันขึ้นมา อย่ามองแค่ว่า เพราะเป็นจักรยาน ดูเล็กกว่า ดูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า ดูเป็นกิจกรรมการออกกำลังกาย จึงต้องดูได้เปรียบกว่า คู่กรณีที่เป็นรถยนต์

 

(7) ในกรณีที่เป็นข่าวนี้ สาเหตุมาจากเมาแล้วขับ เข้าใจได้ถึงสาเหตุครับ ก็ดำเนินการตามกฏหมายต่อไป แต่อีก หลายพันกรณีที่ชนกัน โดยไม่มีเรื่องเมาแล้วขับมาเกี่ยวที่เชียงใหม่ ก็มีเยอะแยะ ทั้งเจ็บ ทั้งตาย กันหลายนักปั่นนะครับ

หากเราตั้งคำถามว่า "เพราะผู้ขับขี่รถยนต์เมาหรอก ถึงได้เกิดเรื่องน่าเศร้าแบบนี้ขึ้น" ผมไม่แย้งในประเด็นนี้ แต่อยากจะเสริมว่า เป็นการตั้งคำถามที่แคบ จนอาจได้คำตอบที่แคบไปมาก

กล่าว คือ ถ้าคำถามตั้งมาแบบนี้ ก็จะได้คำตอบว่า ถ้าไม่มีผู้ขับขี่ยานพาหนะที่เมา นักปั่นจักรยานจะไม่ประสบอุบัติเหตุ อย่างนั้นจริงหรือ ? ผมว่า ไม่นะครับ คนที่ไม่เมา ก็ขับชนจักรยานมาหลายกรณี

ดังนั้น การเมาแล้วไม่ขับ ไม่ใช่เรื่องของแค่ภาครัฐ แต่เป็นเรื่องที่ต้องลงลึกถึงในระดับ "ครอบครัว" กันเลยทีเดียวต่างหาก ซึ่งอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับนั้น ไม่ใช่แค่ ผู้ขับขี่บนท้องถนนเท่านั้น ที่อาจต้องพบเจอ แต่แม่ค้าขายพวงมะลิ ขายส้มตำ ยืนขายของดีดี ก็เสียชีวิตจากรถพุ่งเข้ามาชน

ประเด็น คือ ผมต้องการชี้ว่า เมาแล้วขับเป็นสาเหตุหนึ่งของอุบัติเหตุบนท้องถนน และ รอบ ๆ ถนน ผมไม่อยากให้ใช้ อารมณ์ขุ่นมัวเพียงด้านเดียวจากกรณีที่เป็นข่าว ตั้งคำถามใส่คู่กรณีแค่ว่า "เพราะเมา" จึงเกิดอุบัติเหตุขึ้นแค่นั้น .. เพราะอันที่จริง "หลับใน" ก็เคยพรากชีวิตนักปั่นจักรยานมาแล้วเช่นกันครับ

ลองคิดดูว่า หากสาเหตุมาจาก ผู้ขับรถยนต์ หลับใน , ยางแตก , รถชนกันแล้วพุ่งข้ามเลนถนนมา .. สถานการณ์จะเป็นอย่างไรครับ ? ที่สำคัญกว่า ไม่ใช่คำถามว่า เพราะนั่น โน่น นี่  เพราะไม่ว่าจะสาเหตุไหน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ "ชีวิตของนักปั่นจักรยาน" นะครับ การมาค้นหาสาเหตุ เป็นปลายการแก้ปัญหา ไม่ใช่ การป้องกันปัญหา เพราะคำว่า "อุบัติเหตุ" ความหมายก็ชัดเจนในตัว ป้องกันรัดกุมแค่ไหน มันก็ "อุบัติ" เกิดขึ้นโดยฉับพลันนะครับ

 

(8) สืบเนื่องจากข้อ 7 ด้านบน คือ คนส่วนใหญ่มักมองว่า ป้องกันเหตุที่ตัวเราเอง เอาไฟมาติดท้ายจักรยาน ใส่เสื้อแถบสะท้อนแสง  ก็พอแล้ว คือ ต้องถามว่า ป้องกันอะไรครับ ? ป้องกันแบบนี้บนท้องถนน อย่าป้องกันเลย เพราะเมื่ออะไรที่มันสุดวิสัยเกิดขึ้นบนท้องถนน ซึ่งทุกอย่าง มันเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เมื่อเหล็กมากระทบเนื้อคนแล้ว คนเจ็บกว่า ก็คือ นักปั่นครับ และถึงขั้นเสียชีวิตได้

แน่นอนว่า , คนผิด ก็ผิดไป แต่ สำคัญที่ชีวิตนะครับ มันเอาคืนมาไม่ได้

จะป้องกันจริง ๆ ผมว่า ไม่ขอใช้สิทธิ์ปั่นบนท้องถนนดีกว่า ป้องกันจริง ๆ ในความเห็นของผม คือ ไปใช้สิทธิ์เข้าชมธรรมชาติจริง ๆ ไปด้วยดีกว่า ปั่นลงแนวสันเขื่อน อ่างเก็บน้ำ หรือ สนามกีฬา จะดีกว่าไหม อากาศดีด้วย แนวเส้นทางก็ Adventure กันได้เต็มที่ ออกแรง ฝึกทักษะกันได้สุดตัว

ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ใช่แค่ตัวเราเอง แต่เป็นการช่วยป้องกันไม่ให้คนอื่น เผลอพลาด มาทำลายชีวิตเรา .. ด้วยจะดีกว่าไหมครับ


(9) สุดท้าย หักลบกลบหนี้ ผมมองว่า การปั่นจักรยานจะได้ประโยชน์สูงสุด ต้องปั่นในที่ ที่ปลอดภัยกับชีวิตตัวเอง เพราะถือว่าเป็นยานพาหนะแบบหนึ่ง และ ยังได้อากาศที่ดีแก่ร่างกายด้วย ไม่ใช่ มาฟืดฟาด ฟืดฟาด เอาคาร์มอนนอกไซต์ ตะกั่ว กำมะถัน ละอองฝุ่น เข้าปอดให้เร่งวันตายเข้าไปอีก

สมาธิแทนที่จะเพ่งไปที่กล้ามเนื้อที่ต้องใช้งาน กลับต้องมาเพ่ง และ เครียด กับการหักหลบรถ ระวังรถชน ระวังชนคนอีก

แม้จักรยานจะมีสิทธิ์วิ่งบนท้องถนนได้เทียบเท่ากับยานพาหะนะทุกคัน แต่สิทธิ์นั้น ก็ต้องมาพร้อมกับความรับผิด รับชอบ ต่ออุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้น ในทรรศนะของผม เมื่อคิดถึงความเสี่ยงต่าง ๆ แล้ว ผมว่า "สละสิททธิ์" ดีกว่าครับ ไม่ใช่ ไม่มีสิทธิ์ และ ไม่ใช่ไปห้ามใช้สิทธิ์ แต่ถ้าสิทธิ์นี้ มันใช้แล้วมีความเสี่ยงมากกว่าความสนุก ผมคิดว่า สละสิทธิ์ ในที่หนึ่ง คือ บนท้องถนน ไปใช้ สิทธ์แบบเต็มที่ คือ บนเส้นทางธรรมชาติที่ปลอดภัย ผมว่า win - win กันทุกฝ่ายนะครับ

 

คำถามสำคัญ คือ เราไม่ชนเขา .. แต่ถ้าเขามาชนเราหละ !! คือ ถ้าจะจบแค่ว่า ใครผิด ? อันนี้ ผมคิดส่วนตัวว่า ไม่ใช่คำถาม ตาต่อตา ฟันต่อฟันที่ถูกต้องเลย

ก็ลองคิดสักนิดนะครับ เหล็กจากรถยนต์ มากระทบเนื้อคนที่หุ้มเหล็กบาง ๆ ของจักรยาน อันไหนจะเจ็บหนักกว่ากันครับ

ถ้าหากถึงขั้นเสียชีวิต กฏหมายเข้มงวดขนาดไหน เอากันให้ผิดแทบตายยัน 7 ชั่วโคตร .. กฏหมายก็ไม่สามารถชุบชีวิต เอาชีวิตนักปั่นที่ตายไปแล้ว .. คืนกลับมาได้

"มันสูญเสียกันทุกฝ่ายครับ"


วันที่เผยแพร่ วันที่ปรับปรุง

รับบทความใหม่กด Like facebook : นายแทม ดอทคอม | คลิกเพื่อคุยกับนายแทม


ข้อกำหนดใหม่ วีซ่า (visa) สหรัฐอเมริกา สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ ยื่นทางไปรษณีย์ และ ไม่ต้องสัมภาษณ์

สถานฑูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ได้ประกาศข้อกำหนดใหม่ สำหรับการขอวีซ่า (visa) เข้าประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 14 ปี และ ผู้สูงอายุมากกว่า 80 ปี สามารถยื่นขอวีซ่าทางไปรษณีย์ โดยไม่ต้องสัมภาษณ์ »» อ่านต่อ ...

สถานฑูตสหรัฐอเมริกา ยกเว้นสัมภาษณ์วีซ่า สำหรับผู้เคยมีวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกา

ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2558 สถานทูตสหรัฐอเมริกาได้ออกโปรแกรมการยกเว้นสัมภาษณ์วีซ่า สำหรับผู้สมัครวีซ่าที่เคยเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถยื่นคำร้องขอวีซ่าสหรัฐอเมริกาผ่านทางไปรษณีย์ โดยไม่ต้องเข้ารับการสัมภาษณ์แล้ว »» อ่านต่อ ...

ขอวีซ่า (Visa) เข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ง่าย เร็ว และสะดวกกว่าเดิม

จากเดิมที่ต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งค่าธรรมเนียมวีซ่า, ค่าจองวันนัดสัมภาษณ์ จะเหลือเพียงค่าวีซ่าเพียงอย่างเดียว โดยเลือกชำระผ่านทางระบบออนไลน์ได้ทันที หรือเลือกจ่ายผ่านสาขาของธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ทั่วประเทศ »» อ่านต่อ ...

ตอนที่ 2 : กุหลาบเลื้อยจากเชียงใหม่มาภูเก็ต

เมื่อเวลาผ่านไปสองสัปดาห์ก็เกิดผลลัพธ์อย่างที่เห็นในรูป ต้นที่ยังสวยและเขียวอยู่ ก็เริ่มแตกยอดอย่างสวยงาม ส่วนต้นที่มีอาการเฉามาก จนดิฉันกลัวว่าจะเลี้ยงมันไม่รอด ก็ได้มีการแตกยอดใหม่อย่างสวยงามเช่นกัน »» อ่านต่อ ...

ตอนที่ 1 : กุหลาบเลื้อยจากเชียงใหม่ มาภูเก็ต

ชอบกุหลาบเลื้อยมาก เลยสั่งต้นพันธุ์มาจากสวนกุหลาบเลื้อยที่เชียงใหม่ ระหว่างขนส่งมาภูเก็ต ก็กังวลว่ากุหลาบจะรอดไหมนะ เมื่อมาถึงมือกุหลาบเลื้อยก็ออกอาการจะไม่รอดแล้วหละ »» อ่านต่อ ...

เริ่มเล่นเวทกี่เดือนจึงจะเห็นผล

เมื่อคุณเล่นเป็นประจำมากขึ้น กล้ามเนื้อมีการปรับสภาพ เริ่มแข็งแรงมากขึ้น การฉีกขาดน้อยลง การซ่อมแซมกล้ามเนื้อก็อาจจะช้าลง จึงส่งผลให้การโตของกล้ามเนื้อน้อยลง ทำให้มีคำถามว่า ทำไมเล่นมานาน แต่กล้ามไม่โต »» อ่านต่อ ...

ทำงานหนักมาก มาลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายกันเสียหน่อยดีไหมครับ

ถ้าหันซ้ายหันขวา ไปเจอเพื่อนร่วมงานของคุณกำลังบิดขี้เกียจในระหว่างการทำงาน ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเพื่อนร่วมงานจนถึงเจ้านายของคุณไม่ได้ขี้เกียจ หรอกครับ แต่พวกเขากำลังเหนื่อยล้ากับการนั่งโต๊ะแบบหนุ่มสาวออฟฟิศเหมือนกันกับคุณ
»» อ่านต่อ ...

ปริศนาสายการบิน MH370 ที่ยังไม่มีคำตอบ 2 กว่าปี

การหายไปอย่างลึกลับของเที่ยวบิน MH370 ทำให้คนทั่วไปมีคำถามมากมายว่า เกิดอะไรขึ้นกับเที่ยวบินนี้ แนวคิดที่พยายามอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าว มีตั้งแต่ทฤษฎีสมคบคิด ไปจนถึงการฆ่าตัวตายของนักบิน »» อ่านต่อ ...
 
นายแทม นายแทม ดอทคอม ™ 2007 - 2017
อนุญาตให้คัดลอกเนื้อหา ยกเว้นเพื่อการค้า

 นายแทม ดอทคอม |  นายแทม ดอทคอม
 นายแทม ดอทคอม |  @naitam

โดย ห้างหุ้นส่วนสามัญ นายแทม เว็บดีไซน์
ปณจ. 26 หางดง เชียงใหม่ 50230
052-081830