กว่าจะมาเป็นนายแทมในวันนี้

ณ ปัจจุบันนี้ (2560) นายแทมก็อายุ 41 ปีแล้วครับ รอยเหี่ยวย่นเริ่มเกิดขึ้นบ้างตามกาลเวลา ดูเด็กๆ สมัยนี้ เกิด พ.ศ. 253x พอต้องควักบัตรประชาชนตัวเองออกมาเวลาไปหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อ๊ากกก ของผมมันเกิด พ.ศ. 2519 โน่น ตายห่านี่มันข้ามหลักกันเลยนะนั่น เด็กพวกนี้มันหยามกันชัดๆ

ที่ต้องบอกอย่างนี้ มันมีชนวน คือว่า เช้าตรู่วันหนึ่งผมต้องแบกเป้ เสื้อยืด กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ เพื่อไปหาหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่หอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจก็เที่ยงกว่า ๆ จึงเดินไปหาข้าวกินในโรงอาหารกลางของมช. เมื่ออิ่มท้องแล้ว ก็จะเอาจานไปเก็บพร้อมกับหอบหนังสือและสำเนาที่ถ่ายเอกสารมาด้วย ระหว่างก้มหน้าเดินไปที่เก็บจานงุด ๆ มีเสียงเด็กๆ ตะโกนเรียกผม 'น้องๆ ชีทหล่น' อุ๊บบส์ .. ผมหันกลับไป สบตาน้องคนนั้น ยิ้มตอบ ปากก็ตะกุก ตะกัก ตอบไปว่า 'ขอบคุณครับ ... พี่' เฮ้อ .. เหตุการณ์มันพาไปนะครับ อย่าถือสาผมเลยนะ

ผมเกิดที่เชียงใหม่ เกิดบนดอยสูง แล้วก็มาอยู่พื้นราบ เรียนจบ ม.6 ที่เชียงใหม่แล้ว ก็มีบุญญาวาสนากากบาทข้อสอบเอ็นท์ไปติดเข้ารั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์ ครับ ชีวิตใหม่จึงต้องเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2537 วันเปิดเทอมปี 1 วันแรกก็สอนผมหลายๆ อย่างทันที เช่น ได้รู้จักกล่องข้าวใบใหญ่ที่นิสิตหญิงจุฬาฯ ชอบหิ้วที่เรียกว่า กระเป๋าหลุยส์ , รองเท้านิสิตชายที่ใส่แล้วเจ็บตีน (มาก) และเจ็บกระเป๋าตัง (มาก) ที่ชื่อ next คู่ละ 5,500 บาท , นาฬิกาปัญญาอ่อนสีใส ๆ ที่ชื่อ เบบี้จี ฯลฯ

ผ่านไป 4 ปี ชีวิตก็ผ่านร้อนผ่านหนาว (แก่แดด) มากขึ้น และก็สำเร็จการศึกษาจากคณะหรูหราไฮโซแบบฉิวเฉียด พร้อมดีกรีบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นรุ่นสุดท้ายที่ในหลวงทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรนะครับ

สมัครงานที่แรก เฮ้อ .. เด็กจุฬาฯ เหรอ ไม่มีเกี่ยงสถาบันเขาสอนมาดี ผมรับงานแรกในชีวิตเป็นเด็กปั๊มน้ำมันคิวเอท (หรือ ปิโตรนาสในปัจจุบัน) ผมต้องเติมน้ำมัน , เช็ดกระจก , ล้างรถ , เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง , ล้างห้องน้ำ , แคชเชียร์ , จัดกะให้พนักงาน , ลงน้ำมัน สารพัดแรงงานจริง ๆ ผมทำอยู่ที่นี่ได้ 2 ปีกว่า ๆ ครับ

หลังจากนั้น ก็สมัครเข้าทำงานที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ ตอนนั้นกลายเป็นพนักงานออฟฟิศไปแล้ว ใส่ชุดทำงานเท่ห์ หรูหรา แล้วก็เปลี่ยนงานไปเรื่อยเปื่อยตามอารมณ์ติสแตก จนได้ขึ้นสูงไปถึงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหารสายงานทรัพยากรบุคคลของโรงงานอุตสาหรรมแห่งหนึ่ง แต่เพราะวิถีชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่เอาเวลาที่เป็นสิ่งมีค่าไปจากชีวิตของผมไปหมดสิ้น ผมไม่มีวันหยุดเต็ม ๆ สักที วันที่ฤกษ์งามยามดี ผมจึงพอกันที ขอปิดประตูตายกับคำว่า 'ขายเวลาแลกเงินเดือน' ไม่เอาอีกแล้วครับ

ผ่านมาถึงวันนี้ ผมนึกขอบคุณพระเจ้าอยู่บ่อยๆ ที่ได้ให้ผมทำงานที่คิวเอท เพราะมันสอนให้ผมรู้ค่าความอดทน ความลำบากในชีวิต และเห็นคุณค่าเพื่อนร่วมโลก ที่มาจากบ้านนอกเหมือนผม ไม่เอาศักดิ์ศรีดีกรีปริญญาไปดูถูกพวกเขา ในขณะที่ก็ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของพวกชนชั้นกลางที่เน้นระบบความคิดมากกว่าการใช้แรง ประสบการณ์เหล่านี้ มันช่วยตกผลึกทางความคิดให้ผมพยายามคิดให้เป็นระบบ แล้วก็ลงมือทำมันจริง ๆ ซึ่งมันก็ช่วยให้มีความสมดุลย์ระหว่าง การเป็นนักคิดแบบคนทำงานออฟฟิศ (คิดกันอย่างเดียว) และ การเป็นนักทำ-นักสู้ชีวิตแบบคนใช้แรงงาน (ลงแต่แรง ไม่มีระเบียบเป้าหมาย)

หลังจากลาขาดชีวิตมนุษย์เงินเดือนแล้ว .. ชีวิตของผมก็เดินต่อไปเรื่อย ๆ ทำอะไรเรื่อยเปื่อยส่วนตัวหลายอย่างครับ ลองผิด ลองถูก ขายของแบกะดิน , ขายเสื้อผ้า , ขายเครื่องประดับ , ขายบัตรเครดิต , รับจ้างแจกใบปลิว , เปิดร้านขายของ ได้มั่ง เจ๊งมั่ง แต่ .. ได้รสชาติชีวิตดีมากครับ ห้องเรียนที่คณะรัฐศาสตร์สอนผมแบบนี้ไม่ได้ และ ออฟฟิศของมนุษย์เงินเดือนก็ไม่สามารถฝึกอบรมเรื่องเหล่านี้ให้ผมได้เช่นกัน

ในช่วงเวลาเหล่านั้น เมื่อชีวิตขาขึ้น ผมเคยหัวเราะดังสุด ๆ มีเงินเยอะล้นมือมาก มีเพื่อนมาก เที่ยวมาก และ ชีวิตขาลงแบบระห่ำ ต่ำติดดิน ก็เคยนั่งร้องไห้อยู่ริมถนนจนลูกตาแทบหลุดกลิ้งออกมา เพื่อนที่เราเคยช่วย แต่พอยามทุกข์ยากของเรา แค่ข้าวซักมื้อ มันหายหัวหมดเลยครับ ประสบการณ์ชีวิตเหล่านั้นสอนผมให้ทำทุกอย่างเท่าที่จะมีแรงทำได้ เพื่อจะประคองชีวิตให้รอดในวันที่ผมไร้ซึ่งเงินเดือน .. ยกเว้น กินหญ้า ยังไม่เคย และ ไม่อยากให้ใครสอนเท่าไหร่ครับ ฮ่า ๆๆ